มวยปล้ำคนแคระ ศึกที่ “ศักดิ์ศรีความเป็นคน” สื่อความหมายมากยิ่งกว่าสายรัดเอวแชมป์

มวยปล้ำคนแคระ

มวยปล้ำคนแคระ บางทีอาจเป็นชื่อที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน แม้กระทั่งคุณเป็นแฟนมวยปล้ำพันธุ์แท้ก็ตาม เพราะเหตุว่านี่ไม่ใช่ชื่อของสมาคมยักษ์ใหญ่ 

มวยปล้ำคนแคระ บางทีอาจเป็นชื่อที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน แม้กระทั่งคุณเป็นแฟนมวยปล้ำพันธุ์แท้ก็ตาม เพราะเหตุว่านี่ไม่ใช่ชื่อของสมาคมยักษ์ใหญ่ แม้กระนั้น ไมด์เกจ เวทส์ติ้ง เป็นชื่อเรียกของมวยปล้ำชนิดหนึ่งที่ผิดแผกแตกต่างออกไป นั่นคือ “มวยปล้ำของคนแคระ” ที่นักมวยปลุกปล้ำทุกคนในโชว์

หรือสัมพันธ์ จะเป็นคนแคระทุกคน แล้วก็พวกเขาปล้ำกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ต่างอะไรจากค่ายฝึกมวยปลุกปล้ำธรรมดาแม้แต่น้อย กาลครั้งหนึ่ง มวยปล้ำคนแคระเคยเป็นที่ชื่นชอบเป็นอย่างมาก เป็นหนทางกระแสหลักของกีฬาชกมวยปล้ำ โชว์ของพวกเขาได้รับการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์

ถ้าแต่ว่าปัจจุบันนี้ ภาพจำของคนแคระในแวดวงมวยปล้ำ เป็นตัวตลกที่มีไว้เรียกเสียงหัวเราะแค่นั้น ในขณะที่ตามความเป็นจริง พวกเขาสามารถมวยปล้ำได้ดิบได้ดี ไม่ได้แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป นี่เป็นการต่อสู้ของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยจบเพียงแค่ในสังเวียน

รวมทั้งแม้คนใดที่รู้สึกว่ามวยปล้ำเป็นแค่เพียงการแสดง ไม่ใช่การต่อสู้จริงๆเหล่ามวยปล้ำคนแคระจะแสดงให้ท่านมีความเห็นว่า การต่อสู้ที่จริงจริงเป็นยังไง เนื่องจากว่าพวกเขาต่อสู้เพื่อความเป็นคน ให้ตัวเองเสมอกันกับคนธรรมดามาตลอดทั้งชีวิต เมื่อสังคมไม่ต้อนรับผู้ที่ผิดแผกแตกต่าง

ต้นกำเนิดของไมด์เกจเวทส์ติ้ง ในด้านของวันเวลา ไม่เป็นที่แจ้งชัด แม้กระนั้นสิ่งที่ชัดแจ้งเป็นไมด์เกจเวทส์ติ้ง ไม่ได้เริ่มต้นในฐานะค่ายฝึกมวยปล้ำ แม้กระนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของงานคาร์นิวัลที่เดินทางไปจัดทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะโชว์ตลกขบขัน

ไมด์เกจเวทส์ติ้งก็เลยเป็นเพียงแค่โชว์กายกรรม ที่นำคนแคระมาสร้างสีสัน สร้างความเพลิดเพลินให้กับคนซื้อตั๋วเข้าชม โดยใช้มวยปล้ำเป็นตัวกลางสำหรับเพื่อการสร้างความขำขันเพียงแค่นั้น

ถึงจะมองเป็นดูหมิ่นเหยียดหยามความเป็นคน กับการนำคนรูปร่างที่ไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป มาเป็นตัวขบขัน สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้คน แม้กระนั้นด้วยโลกในสมัยก่อน พวกเขาเป็นไปไม่ได้เลือกเท่าไรนัก กับการดำรงชีพ ทำให้คนแคระจำนวนมาก ผันตัวมาเป็นนักกายกรรม แปลงเป็นนักมวยปลุกปล้ำเลียนแบบๆสร้างความสนุกสนานให้กับผู้คน

ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม โชว์มวยปล้ำกายกรรมของเหล่าคนเล็กแกร็นเป็นที่นิยมอย่างเร็ว แปลงเป็นสิ่งดึงดูดใจให้ผู้ซื้อตั๋วมาร่วมงานคาร์นิวัล กระทั่งเปลี่ยนเป็นกระแสขึ้นมาว่า เพราะเหตุใดคนเหล่านี้ไม่ปล้ำมวยจริงๆเสียเลย

ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเกิดเหล่าคนแคระจะฝึกฝนมวยปล้ำ ด้วยเหตุว่าโดยธรรมดาแล้วท่ากายกรรม ความถนัดยิมนาสติกต่างๆไม่ว่าจะหลบหน้า, ม้วนหลัง, ตีลังกา อื่นๆอีกมากมาย ล้วนเป็นความสามารถฐานรากของการเป็นนักมวยปล้ำอาชีพ ด้วยเหตุนั้น พวกเขาก็เลยสามารถทำความเข้าใจ รวมทั้งเปลี่ยนแปลงอาชีพได้อย่างเร็ว วิจารณ์มวยไทยวันนี้

มวยปล้ำคนแคระ

ไมด์เกจ เวทส์ติ้ง เป็นชื่อเรียกของมวยปล้ำชนิดหนึ่งที่ผิดแผกแตกต่างออกไป

มวยปล้ำคนแคระ ถึงจะมีรูปร่างตัวเล็กกว่าคนธรรมดาทั่วๆไป แต่ว่ามีงานค้นคว้าวิจัยออกมาอย่างนานาประการในช่วงปัจจุบัน ว่าฝูงชนแคระไม่ได้มีความรู้ด้านกีฬา ด้อยไปกว่าคนธรรมดาเลย กีฬาไหนคนธรรมดาเล่นได้ พวกเขาก็เล่นได้เหมือนกัน ไม่เว้นแม้กระทั้งกีฬาต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น มวยสากล หรือ มวยปล้ำ

ด้วยกระแสมวยปล้ำคนแคระที่เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อยทำให้คนแคระหันมาเป็นนักสู้บนสังเวียนกันโดยตลอด ซึ่งรอบนี้เป็นนักมวยปล้ำจริงๆไม่ใช่ดาราตลกแบบในสมัยก่อน

ไม่ว่าจะเป็น สกาย โลว์ โลว์ สมัยก่อนทหารในตอนสงครามโลกครั้งที่ 2, ลิตเติล บีเวอร์ ชายหนุ่มคนแคระที่เริ่มปล้ำตั้งแต่วัย 15 ปี, ลอร์ด ลิตเติลบรูค ชายหนุ่มนักกายกรรมจากอังกฤษ ที่เดินทางมาแสดงโชว์ที่อเมริกา แม้กระนั้นดันว่างงานด้วยเหตุว่าแผนกแสดงเจ๊ง, ฟุซซี คิวปิด ชายที่หมดสิทธิ์เข้าสถานศึกษาเหมือคนธรรมดา เพราะว่าตัวเล็กเกินความจำเป็น กระทั่งหันมาฝึกฝนมวยปล้ำ

จะมองเห็นได้ว่าปูมหลังของนักมวยปล้ำคนเล็กแกร็นมีชื่อเสียงในสมัยแรกแต่ละคน ล้วนเป็นผู้ที่สังคมธรรมดาปฏิเสธ ไม่ว่าจะเป็นทางการศึกษา หรือด้านการทำงาน คนพวกนี้ไม่ได้รับจังหวะเสมอกันกับคนธรรมดา ดินแดนที่ความอิสระอย่างอเมริกา มีไว้สำหรับคนเดินดิน ไม่ใช่คนแคระอย่างพวกเขา

จังหวะสำหรับเพื่อการดำรงชีวิตของพวกเขาพวกนี้ มีน้อยมากอย่างยิ่ง ก็เลยไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนแคระผู้คนจำนวนมาก หันมาเผลอไผลในกีฬาชกมวยปล้ำ เพราะเหตุว่าเวทีที่นี้เปิดต้อนรับพวกเขา สร้างความฝันที่จะเป็นบุคคลที่มีคนประทับใจ ไม่เป็นตัวพิศดารของสังคมอีกต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งสวยที่กีฬาชกมวยปล้ำมอบให้กับผู้คนมาตลอด

มวยปล้ำอันดับ 1 ของโลก (แต่ก่อน) แวดวงมวยปล้ำคนแคระเริ่มยุคทองตั้งแต่สมัย 1950s ที่สามารถพูดได้ว่า ดังมาก่อนมวยปล้ำของคนธรรมดาด้วย นักมวยปล้ำอย่าง สกาย โลว์ โลว์ แล้วก็ ลิตเติล บีเวอร์ เป็นสตาร์ระดับแม่เหล็ก ดูดให้คนมาซื้อตั๋วจนกระทั่งขายหมดจดแทบทุกโชว์

คุณลักษณะเด่นของมวยปล้ำคนแคระไม่มีอะไรมากมายไปกว่า คนถูกใจมาดูคนแคระสู้กันบนเวที เพราะเหตุว่าภาพจำของคนแคระแกร็นเป็นผู้ที่อ่อนแอ ไม่ได้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงแบบคนธรรมดา แต่ว่าบนสนามมวยปล้ำ พวกเขาเป็นนักสู้ที่ดุเดือด อัดหนักอัดจริง ผสมกับความรวดเร็วรวดเร็วที่น่าเร้าใจ

ช่วงเวลาเดียวกันในมุมมองของคนแคระเอง พวกเขาก็อยากได้การต่อสู้อย่างมากถ่วง เพื่อทำให้เห็นว่า ตัวเองไม่แตกต่างจากนักกีฬาทั่วๆไป พูดได้ว่าเป็นการซื้อใจจากผู้ชม ให้พวกเขาได้รับความเห็นด้วยจากสังคม เพราะเหตุว่าในโลกที่ความจริง คนแคระถูกละเลยจากช่องทางต่างๆอยู่ตลอด

อย่างไรก็แล้วแต่ ท่ามกลางโลกที่ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ทีวี, คอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ต มวยปล้ำคนแคระก็เลยนับว่าเป็นความสนุกสนานในแบบหนึ่ง ที่คนภายในสมัยนั้นรู้สึกชื่นชอบ

จนกระทั่ง เอ็นดับเบิ๊ลยูเอ สัมพันธ์มวยปล้ำลำดับที่หนึ่งของโลก ณ เวลานั้น จำต้องสร้างสายรัดเอวมวยปล้ำคนเล็กแกร็นในชื่อ เอ็นดับเบิ๊ลยูเอเวิร์ลไมด์เกจแชมป์เปี้ยนชิป เพื่อเพิ่มคุณค่า และก็ความนิยมชมชอบของมวยปล้ำคนแคระมากขึ้นไปอีก โดย ลิตเติล บีเวอร์ ดาวเด่งของแวดวงเคยถือเข็มขัดเส้นนี้ ยาวนานร่วม 7 ปีอย่างยิ่งจริงๆ

มวยปล้ำคนแคระเลื่องลือประเภทที่เรียกว่า พวกเขาจัดโชว์มวยปล้ำไปทั้งโลก ได้ก่อนที่จะสโมสรไหนในโลกจะทำเป็น ไม่ว่าจะเป็น ประเทศออสเตรเลีย, ประเทศญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร, คิวบา และก็ยังรวมทั้งประเทศไทย พวกเขาล้วนมีประสบการณ์ต่อสู้บนแผ่นดินนั้นๆมาหมดแล้ว

ยิ่งไปกว่านี้ แวดวงมวยปล้ำคนแคระ ยังได้ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆให้กับแวดวงมวยปล้ำที่ไม่เคยมีมาก่อนในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปล้ำแบบ 2 ใน 3 (ชนะ 2 ยกจาก 3 ยก), การปล้ำมวยปล้ำแนวขำขัน มีการสวมคาแรคเตอร์อื่นบนสังเวียน

ที่สำคัญที่สุด ลอร์ด ลิตเติลบรูค เป็นนักมวยปลุกปล้ำคนแรกของโลก ที่ใช้ท่ากระโจนจากเชือกลงมาอัดคู่ปรับ จนถึงเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันให้กับนักมวยปล้ำรุ่นหลานล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น จิมมี สนุกกา, โกโก้ บีแวร์ และยังรวมไปถึง ชอว์น ไมเคิลส์

แวดวงไมด์เกจเวทส์ติ้ง เป็นที่นิยมโดยตลอด มาจนกระทั่งสมัย 70s มีโชว์ที่ถ่ายทอดทีวีตามในแต่ละเมืองที่ไปขึ้นปล้ำ อย่างไรก็แล้วแต่พอเพียงไปสู่สมัย 80s ทั้งหมดทุกอย่างกลับแปรไปอย่างสิ้นเชิง

คืนสู่การเป็นเพียงแค่ตัวตลก สมัย 80s นับว่าเป็นยุคทองของแวดวงมวยปล้ำ มีสัมพันธ์มากยอดนิยม โดยยิ่งไปกว่านั้นสองค่ายใหญ่ อย่าง ดับเบิ๊ลยูดับเบิ๊ลยูอี ดับเบิ๊ลยูดับเบิ๊ลยูเอฟ ในตอนนั้น) และก็เอ็นดับเบิ๊ลยูเอ มีนักมวยปล้ำจำนวนมากยอดนิยม และก็เป็นตำนานของแวดวงมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งยัง ฮองค์ โฮแกน, ริค แฟลร์, อังเดร เดอะ ไจแอนท์, ดัสตี โรดส์ เป็นต้น

ด้วยความหมายของกีฬาชกมวยปล้ำที่แปรไป จากกีฬาเปลี่ยนเป็น “สปอร์ต เอนเตอร์เทนเมนต์” ทำให้แฟนมวยปล้ำเริ่มอยากบางสิ่งบางอย่างมากยิ่งกว่าการต่อสู้ที่ดุดันบนเวที แต่ว่าควรจะเป็นความรื่นเริงใจที่พวกเขาจะไม่อาจจะเจอได้จากสื่ออื่น เป็นสิ่งที่ให้แรงจูงใจ ไม่ได้มีความแตกต่างจากการดูภาพยนตร์ หรือการ์ตูนสักเรื่อง

ข้อดีของมวยปล้ำคนแคระที่เน้นย้ำการปล้ำอย่างเป็นจริงเป็นจังบนเวที ก็เลยแปลงเป็นข้อเสียในทันทีทันใด เนื่องจากว่าไม่มีผู้ใดต้องการมองนักมวยปล้ำร่างเล็กมาโชว์การแลกเคล็ดลับ จับล็อคกันไปกันมา หากว่านี่เป็นมวยปล้ำประสิทธิภาพ แล้วก็ยังคงมองบันเทิงใจ ถึงแม้ว่าจะย้อนกลับไปมองในมุมมองของคนจากปี 2021 ก็ตาม

อิทธิพลท้ายที่สุดของมวยปล้ำคนแคระที่เหลืออยู่ในสหรัฐฯ เป็นการที่นักมวยปล้ำคนเล็กแกร็นผู้คนจำนวนมาก ได้มีโอกาสร่วมในโชว์ที่ยิ่งใหญ่ อย่าง เรสเซิลมาเนีย ครั้งที่ 2 รวมทั้งครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นภาพจำสำคัญคราวสุดท้าย ของแวดวงมวยปล้ำคนแคระ

เนื่องจากเมื่อไปสู่สมัย 90s คนแคระถูกแปลงจากยอดนักมวยปล้ำบนสังเวียน แปลงเป็นภาพจำของตัวตลกในแวดวงมวยปล้ำ เนื่องจากว่าดับเบิ๊ลยูดับเบิ๊ลยูอี นิยมใช้คนแคระมารับบทเป็นตัวขำขัน เรียกเสียงฮาจากผู้ชม

ไม่ว่าจะเป็นคาแร็คเตอร์ ดิงค์ เดอะ คลาวน์ ในกิมมิคตัวตลกคนแคระ จากงานคาร์นิวัล พูดได้ว่าย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของลักษณะด้อยของกลุ่มคนเหล่านี้อย่างยิ่งจริงๆ หรือที่ห่วยแตกที่สุด เป็นถ้าเกิดคิดบทจะล้อเลียนนักมวยปล้ำสักคน ก็จะมีการให้คนแคระมาสวมบทเป็นนักมวยปลุกปล้ำคนนั้น เพื่อล้อเลียนว่านักมวยปล้ำคนนั้น “แย่” ราวกับคนแคระนั่นเอง

สิ่งนี้พูดได้ว่า ทำลายภาพที่สวยงามทุกๆสิ่งทุกๆอย่างของนักมวยปล้ำคนแคระ อย่างสิ้นเชิง จากยอดเยี่ยมนักสู้บนสังเวียน เปลี่ยนเป็นเพียงแต่ตัวตลกไร้ประโยชน์ในแวดวงมวยปล้ำ ซึ่งประเด็นนี้สร้างความไม่ถูกใจให้กับคนอีกหลายๆคน โดยยิ่งไปกว่านั้นนักมวยปล้ำจากยุครุ่งโรจน์ของไมด์เกจเวทส์ติ้ง

“ผมโคตรไม่ชอบสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ผมพูดจากใจจริง ผมอยากได้มองคนแคระในฐานะนักมวยปล้ำ ไม่ใช่ในฐานะตัวตลก” ลอร์ด ลิตเติลบรูค นักมวยปล้ำคนแคระผู้เลื่องลือ กล่าว ความน่าสงสารของแวดวงมวยปล้ำคนแคระเป็น มีหลายชมรมที่พากเพียรจะฟื้นฟูลีกมวยปล้ำนี้กลับมาอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ไม่มีแฟนมวยปล้ำคนไหนกันแน่สนใจ เนื่องจากว่าภาพจำของคนพวกนี้ แปลงเป็นแค่เพียงตัวตลกไปแล้ว

สังเวียนที่ไม่มีทางจบ เป็นระยะเวลาร่วม 30 ปี ภาพของมวยปล้ำคนแคระถูกทำซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า แบบอย่างที่ดีของกรณีนี้เป็น ฮอร์นสวอกเกิล นักมวยปล้ำคนแคระที่มีหน้าที่ความขบขันทุกแบบอย่าง และก็หลายครั้งก็เปลี่ยนเป็นความน่าเวทนา ดังเช่นว่า โดนกระทืบโดยนักมวยปลุกปล้ำธรรมดา, เปลี่ยนเป็นลูกชายเลียนแบบๆของ วินซ์ แม็คแมน กับบทที่สร้างความน่าอัปยศให้ประธานของดับเบิ๊ลยูดับเบิ๊ลยูอี ที่มีลูกเป็นคนแคระ

แต่ว่าที่ห่วยที่สุดคงจะหนีไม่พ้น การที่ดับเบิ๊ลยูดับเบิ๊ลยูอี เลือกเขียนบทให้ ฮอร์นสวอกเกิล คว้าชัยชนะรุ่นครุยเซอร์เวทของดับเบิ๊ลยูดับเบิ๊ลยูอี ผลปรากฏว่าเป็นคนสาปแช่งการเปลี่ยนแชมป์ในคราวนี้ แฟนมวยปล้ำดูสายรัดเอวเส้นนี้เป็นของไม่มีค่า รวมทั้งกระทำยุบสายรัดเอวเส้นครุยเซอร์เวทอย่างเป็นทางการในอีก 2 เดือนต่อมา (ถึงแม้ดับเบิ๊ลยูดับเบิ๊ลยูอี จะนำแชมป์ครุยเซอร์เวทกลับมาในปี 2016 แต่ว่าพวกเขาก็ไม่นับประวัติศาสตร์ร่วมกับแชมป์เส้นเก่าอะไร) ส่วนรองคู่เอก