เทหมดหน้าตัก ฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี ในวัย 35 ปีกับโอลิมปิกครั้งสุดท้าย

เทหมดหน้าตัก

เทหมดหน้าตัก “ครั้งสุดท้าย” เป็นคำที่สื่อความหมายกับคนอีกหลายๆคน โดยยิ่งไปกว่านั้นกับนักกีฬาที่กำลังตามล่าความฝันในช่วงปลายอาชีพ

เทหมดหน้าตัก “ครั้งสุดท้าย” เป็นคำที่สื่อความหมายกับคนอีกหลายๆคน โดยยิ่งไปกว่านั้นกับนักกีฬาที่กำลังตามล่าความฝันในช่วงปลายอาชีพ บนเวทีซึ่งไม่มีพื้นที่ว่างแก่ความบกพร่อง รวมทั้งจังหวะให้แก้ตัว

“ฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี” เป็นพี่ใหญ่ของนักกีฬามวยสากลกลุ่มชาติไทย ในโอลิมปิกเกมส์2020 นี่นับว่าเป็นครั้งลำดับที่สามที่ ฉัตร์ชัยเดชาหรือ สด จะรับใช้กองทัพในฐานะผู้แทนเมืองไทย บนสังเวียนมหกรรมกีฬาอันดับที่หนึ่งของโลก

เขามีประสบการณ์บนผืนผ้าใบตรงเวลา 16 ปี ไปถึงเป้าหมายสำหรับในการชิงชัยระดับโลกมากมายก่ายกอง รวมทั้งผลงานเหรียญทองกีฬาซีเกมส์ 4 ยุค แม้กระนั้นสิ่งที่ยังขาดหายไปจากชีวิตหมายถึงเหรียญรางวัลจากโอลิมปิกเกมส์

ซีรีส์ “กว่าจะได้ไปเมืองโตเกียว” ชิ้นนี้ จะบอกเล่าเรื่องราว ของฉัตร์ชัยเดชา ก่อนเดินทางสู่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อลงแข่งขันด้วยฐานะ นักชกมวยสากล สมัครเล่นเป็นคราวสุดท้าย ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

จ่าสิบตรี ฉัตร์ชัยเดชาบุตรดี เกิดช่วงวันที่ 26 มี.ค. พุทธศักราช 2528 ถิ่นกำเนิดเป็นชาวอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เขาเกิดในครอบครัวทำการเกษตร มีรายได้พอกินพอได้

สุขภาพวัยเด็ก ของฉัตร์ชัยเดชา ไม่แข็งแรงนัก เนื่องจากว่ามีปัญหา เรื่องระบบทางเท้าหายใจ คุณแม่ของเขาก็เลยขจัดปัญหา ด้วยการฝากลูกชาย กับค่ายฝึกมวยไทย บ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อเขาได้ บริหารร่างกาย

ฉัตร์ชัยเดชาฝึกมวยอยู่ได้ไม่นาน เขาถูกเชื้อเชิญ ให้ขึ้นสังเวียนมวยเด็ก ตามงานวัด หากแม้ไฟต์แรกจะจบสิ้นลงด้วยความแพ้พ่าย แม้กระนั้นเขาได้ค่าจ้างเป็นเงินค่าจ้าง 50 บาท

สถานะการณ์ในวันนั้น ทำให้ฉัตร์ชัยเดชา ตระหนักถึงช่องทาง สำหรับการหารายได้ มาช่วยเหลือครอบครัว เขาเริ่มเดินสาย ชกมวยไทยเป็นอาชีพ ในชื่อ “ตาพระยา กิมเชียงก่อสร้าง” แม้กระนั้นไม่ประสบผลสำเร็จนัก วิจารณ์มวยไทยวันนี้

เทหมดหน้าตัก

“ฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี” เป็นพี่ใหญ่ของนักกีฬามวยสากลกลุ่มชาติไทย ในโอลิมปิก เกมส์ 2020

เทหมดหน้าตัก ฉัตร์ชัยเดชาก็เลยเปลี่ยน เป้าหมายสู่แวดวงมวยสากล สมัครเล่น ขณะเรียนอยู่ มัธยมศึกษาปีที่ 6 ข้างหลังวิภาควิจารณ์ พลฤทธิ์ คว้าเหรียญทอง จากโอลิมปิกเกมส์ เมื่อปี 2000 นี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขา

เพราะเหตุว่าภายหลัง จากแปลงมาชกมวยสากล สมัครเล่นไม่นาน ฉัตร์ชัยเดชาได้เจอกับ พันเอก ธง ทวีคูณ หัวหน้าผู้ฝึกสอนมวยสากลสมัครเล่น เยาวชนชาย ทีมชาติไทย ที่แลเห็นความสามารถพิเศษของเขา

ก็เลยชักชวนให้ฉัตร์ชัยเดชา เข้ารับราชการทหาร แล้วก็ชกมวยในชื่อกลุ่มทัพบก ฉัตร์ชัยเดชาเริ่มต้นไล่ล่าการบรรลุผล จากการคว้าเหรียญทองกีฬากรมพลศึกษา แล้วก็ถูกเรียกตัวติดกลุ่มชาติไทย

เพื่อลงแข่งขันรายการมวยสากลสมัครเล่นชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ เมื่อปี 2009 และก็คว้าเหรียญทอง พร้อมทั้งตำแหน่งนักต่อยเหมาะสมที่สุดมาครอบครอง การบรรลุเป้าหมายดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วปูทางให้ฉัตร์ชัยเดชา

แปลงเป็นตัวหลักของแม่ทัพเสื้อกล้ามกลุ่มชาติไทย แล้วก็เริ่มไล่ล่าการบรรลุผลในมหกรรมกีฬาระดับประเทศ ด้วยการคว้าเหรียญทองรุ่นแบนตัมเวต ในกีฬาซีเกมส์ 2009 ที่เมืองหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว

เกียรติยศที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่เพิ่งจะถูกดันสู่มวยสากลสมัครเล่นกลุ่มชาติไทยชุดใหญ่ได้ไม่นาน ทำให้ฉัตร์ชัยเดชาโดนจับตาสำหรับในการชิงชัยระดับนานาชาติอย่าง โอลิมปิกเกมส์ แม้กระนั้นโชคร้ายที่เขาไม่เคยไปไกลอย่างเป้าหมาย

ฉัตร์ชัยเดชาแพ้แก่โรเบย์ซี รามิเรซ นักชกชาวคิวบา 10-22 และก็ไม่เข้ารอบ 16 คนในที่สุดในโอลิมปิก เกมส์2012 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ส่วนโอลิมปิก เกมส์2016 ที่นครที่ริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล เขาแพ้แก่วลาดิมีร์ นิกิติน นักต่อยชาวรัสเซีย ก็เลยไม่เข้ารอบ 16 คนในที่สุด เช่นเดียวกับ สี่ปีกลาย

ความหมดหวัง ไม่บางทีอาจลบล้างฝัน ที่อยากได้ คว้าเหรียญทอง ในมหกรรมกีฬาลำดับแรกๆของโลก ฉัตร์ชัยเดชาฝึกหัดอย่างมาก เพื่อจัดเตรียม กับการล่าตั๋ว โอลิมปิก เกมส์2020 ถึงแม้ในใจทราบดีว่า นี่บางทีอาจเป็นโอลิมปิกครั้งสุดท้ายของเขา

ด้วยวัย 35 ปี ฉัตร์ชัยเดชาไม่ปลดปล่อย ช่องทางท้ายที่สุดให้หลุดมือ รวมทั้งคว้าตั๋วโอลิมปิกใบที่ 3 ของตนเองได้เสร็จ ข้างหลังเอาชนะฮัม ซัง ยอง นักต่อยชาวประเทศเกาหลีใต้ สำหรับการแข่งโอลิมปิก 2020 รอบคัดเลือก โซนทวีปเอเชีย แล้วก็โอเชียเนีย ซึ่งฉัตร์ชัยเดชาโชว์ฟอร์มแจ่ม กินขาด 5-0 เสียง

ฉัตร์ชัยเดชาคว้าตั๋วโอลิมปิก เกมส์2020 ตามจุดมุ่งหมาย แม้กระนั้นนี่ เป็นเพียงแต่จุดกำเนิด การเดินทาง คราวสุดท้าย ในชื่อนักต่อยกลุ่มชาติไทยของฉัตร์ชัยเดชา บุตรดีเนื่องจากว่า ยังมีบททดลอง อีกมากมาย คอยเขาอยู่ที่กรุงโตเกียว สัมมนาออนไลน์